Constitution

เนื่องจากในวันที่ 19 เมษายนนี้พวกเราจะต้องออกไปทำหน้าที่ประชาชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คือการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เท่าที่ผมสังเกตนั้นรู้สึกว่ายังมีคนไทยอีกเยอะที่ยังไม่รู้จักวุฒิสภา หรือรู้จักวุฒิสภาไม่ดีพอ เลยอยากกล่าวถึงวุฒิสภาพอสังเขป เพื่อจะทำให้การใช้สิทธิของเพื่อน ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยมากที่สุดครับ

ผมจะเริ่มตรงคำถามที่สำคัญที่สุดก่อนนะครับ ว่า วุฒิสภาคือใคร และ ทำหน้าที่อะไร และแตกต่างไปจากสภาผู้แทนราษฎร (ที่เพิ่งเลือกกันไปเมื่อ 2 เมษายน) อย่างไรบ้าง

วุฒิสภาเป็นองค์ประกอบของรัฐสภาอีกสภาหนึ่งนอกเหนือไปจากสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่หลัก ๆ อยู่3 ประการครับ คือ

1. แต่งตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

2. มีอำนาจตรวจสอบ ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ซึ่งได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และยังมีอำนาจถอดถอนองค์กรอิสระตามข้อแรกด้วย ทั้งนี้การตรวจสอบ ถอดถอน จะมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญครับ

3. มีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย โดยปกติการร่างกฎหมายจะกระทำในชั้นสภาผู้แทนราษฎรก่อนครับ และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับร่างกฎหมายนั้นแล้ว ก็จะต้องส่งร่างกฎหมายให้แก่วุฒิสภาต่อไป วุฒิสภาก็จะตรวจสอบว่าร่างกฎหมายนั้นชอบหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นความชอบในการใช้ถ้อยคำ หลักการ หรือแม้แต่เจตนาแฝง (ซึ่งไม่ดี) ในกฎหมายนั้น ๆ หากมีวุฒิสภาไม่ยอมรับหรือมีการแก้ไข สภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องพิจารณาทบทวนร่างนั้นอีกครั้งหนึ่ง ว่าสมควรนำร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอทูลเกล้าหรือไม่

คงพอจะเห็นแล้วนะครับว่า วุฒิสภามีหน้าที่แตกต่างไปจากสภาผู้แทนราษฎรมากเลยทีเดียว (สภาผู้แทนราษฎรจะทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของคนในพื้นที่ และในกรณีจำเป็นก็อาจร่างกฎหมายเสนอสู่สภาเพื่อแก้ปัญหาในท้องที่นั้น ๆ) ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญจึงกำหนดคุณสมบัติของผู้รับสมัครเป็นวุฒิสมาชิกไว้หลายอย่างครับ ได้แก่

1. ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสภาต้องมีอายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากเมื่อพิจารณาอายุแล้วถือว่าเป็นผู้มีวุฒิภาวะ และ ประสบการณ์มามากแล้ว เหมาะสมกับทั้งหน้าที่ตรวจสอบ หรือ ตรวจสอบร่างกฎหมาย (ในขณะที่การสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำได้ตั้งแต่อายุ 25 ปีครับ)

2. ผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นจะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือขาดจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่เกินหนึ่งปี เนื่องจากว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีหน้าที่ตรวจสอบสภาผู้แทนราษฎรครับ ถ้าหากปล่อยให้สมาชิกพรรคการเมือง หรือ ผู้ที่เพิ่งขาดจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาเป็นวุฒิสมาชิก ก็อาจมีการใช้อำนาจวุฒิสมาชิกในการปกป้องสภาผู้แทนราษฎรแทนได้

3. การเป็นสมาชิกวุฒิสภา จะเป็นสองวาระติดต่อกันไม่ได้ครับ (วาระของสมาชิกวุฒิสภามีอายุ 6 ปี ซึ่งต่างจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีอายุ 4 ปีครับ) เพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาที่กำลังจะหมดวาระทำการหาเสียงให้แก่ตนเองเพื่อให้ได้รับเลือกในวาระต่อไป ซึ่งเป็นการผิดหน้าที่ของวุฒิสมาชิกตามรัฐธรรมนูญ (ดังนั้นการเลือกวุฒิสภาในรอบใหม่นี้จะได้สมาชิกหน้าใหม่ทั้งหมดครับ)

4. การเลือกตั้งของวุฒิสมาชิก ทำได้แค่แนะนำตัวครับ ไม่สามารถหาเสียงได้อย่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากว่า การเลือกตั้งวุฒิสภาต้องการคนที่มีวุฒิภาวะ หรือมีชื่อเสียง หรือเป็นบุคคลที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาในสังคมอยู่แล้วครับ จึงไม่ต้องมีการหาเสียงใด ๆ

แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามครับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญยังมีข้อบกพร่องทางเทคนิคอยู่หลายอย่าง ที่จะทำให้ไปถึงเจตนารมณ์ที่วางไว้ได้(เช่น การคัดเลือกผู้ที่มีความเป็นกลางจริง ๆ)ดังนั้น พวกเราเองก็ต้องช่วยกันเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมด้วย ซึ่งผมสรุปสั้น ๆ ไว้สองอย่างดังนี้ครับ

1. พยายามเลือกผู้ที่มีคุณวุฒิที่เหมาะสมต่อการเป็นวุฒิสภาให้มากที่สุด เพื่อที่จะกลั่นกรองกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. พยายามเลือกผู้สมัครที่มีประวัติไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เนื่องจากวุฒิสภามีหน้าที่ตรวจสอบและถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง เพื่อป้องกันมิให้วุฒิสภาถูกสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคการเมืองแทรกแซงครับ

วันที่ 19 เมษายนนี้ผมอยากให้พวกเราไปออกคะแนนเสียงเลือกตั้งกันมาก ๆ นะครับ เราอาจผิดหวังกับการโกงกินของนักการเมือง วุฒิสภาคือความหวังประการหนึ่งในการตรวจสอบนักการเมืองเหล่านั้นว่ามีการทุจริต หรือกระทำการใด ๆ ที่ไม่ชอบหรือไม่ อย่างน้อยขอให้เชื่อใน 1 เสียงที่มีอยู่ในมือก่อน แล้วประชาธิปไตยจะค่อย ๆ เกิดขึ้นและเป็นไปตามครรลองของมันเอง ขอบคุณครับ

จริง ๆ อยากเขียนเรื่องนี้ในวันเสาร์มากกว่าครับ แต่เห็นว่ากระแสการเลือกตั้งกำลังจางไปอย่างรวดเร็วพอเคลียร์งานเสร็จปุ๊บก็เลยเจียดเวลามานั่งอัพ blog ซะหน่อย

ผมคงไม่นั่งวิเคราะห์ว่า ใครสมควรได้ หรือไม่สมควรได้ หรือใครโกง ไม่โกงนะครับ เพราะตรงนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ดีกว่า

ที่ผมจะพูดถึง เป็นเรื่องกติกาการเลือกตั้ง ส.ว.เฉพาะในกรุงเทพฯ และ ความเป็นกลางในบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา

เอาเรื่องแรกก่อนขอเริ่มจากที่เราเห็นกันทั่วไปตามท้องถนนช่วงก่อนการเลือกตั้ง นั่นก็คือ บรรดาป้ายผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ปักกันเป็นพานพุ่ม ตามรั้ว เสาไฟฟ้า ท้องถนน ฯลฯ ที่เสมือนสุสานยังไงยังงั้น

การกระทำตรงนี้ในช่วงก่อนวันที่ 7 เมษายน 2548 ถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งนะครับ โดยผิดข้อ 9 ของ ข้อกำหนดคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแนะนำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2548 แต่ต่อมาดันมีการเปลี่ยนแปลงกติกาครับออกโดยประกาศกรุงเทพมหานคร ยกเลิกการห้ามปิดป้ายแนะนำตัวในสถานที่ดังกล่าวจึงมีผลทำให้สามารถปิดป้ายแนะนำตัวได้ครับ โดยประกาศฯ ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อ 7 เมษายน2549

กรณีนี้มีประเด็นให้ต้องพิจารณาครับ เนื่องจากประกาศดังกล่าว มิได้กำหนดให้มีผลย้อนหลังบังคับใช้ก่อนวันที่ 7 เมษายน การปิดป้ายแนะนำตัวตามสถานที่ต่าง ๆ อาทิ รั้ว เสาไฟฟ้าริมถนน ฯลฯสามารถถือว่าเป็นการกระทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่และเป็นการยกเว้นตามหลักกฎหมายใด ??? (ถ้าผิดกฎหมาย กกต. ต้องวินิจฉัยสั่งให้การเป็น ส.ว.ของผู้สมัครดังกล่าวสิ้นผลทันทีครับ)

แต่ถ้าหาก กกต.วินิจฉัยว่า ประกาศฯ ดังกล่าวสามารถบังคับใช้ย้อนหลังได้แล้วการกระทำดังกล่าวของ กกต. เป็นการยุติธรรมต่อผู้สมัครซึ่งมิได้ปิดประกาศตามสถานที่ต้องห้าม อันเป็นการเคารพต่อกติกา แล้วหรือไม่ ???

ลองคิดดูนะครับในตอนแรกผู้สมัครเคารพกติกาจนผู้ที่ละเมิดกติกาได้แนะนำตัวเองผ่านสถานที่ต้องห้าม ทำให้มีคนรู้หน้าค่าตาไประยะหนึ่งแล้วอยู่ ๆ ก็เปลี่ยนกติกาให้สามารถแนะนำตัวได้ ทีนี้ล่ะ คนที่เคารพกติกาแต่แรกก็ลำบาก ต้องว่าจ้างให้คนพิมพ์เอกสาร แล้วเอาไปปักมั่ง เพื่อให้คนรู้จักตัวเองเหมือนกัน

พูดเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกรรมการวินิจฉัยให้คนที่วิ่งออกจากจุดสตาร์ทก่อนเป่านกหวีดว่าทำถูกกติกา และให้คนที่วิ่งออกจากจุดสตาร์ทขณะเป่านกหวีดวิ่งไล่ให้ทันเอาเอง

งานนี้ไม่ว่า กกต. จะวินิจฉัยว่า การปักป้ายแนะนำตัวในสถานที่ต้องห้ามจะถูกหรือผิดกฎหมายก็ตาม ก็สมควรโดนตำหนิ เนื่องจากไม่คิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบเสียก่อน เล่นเอาผู้สมัคร (ที่เคารพกติกา) เกิดอาการ "รวน" ไปตาม ๆ กัน

เรื่องถัดมาครับ คือ การเป็นกลางของวุฒิสมาชิก

ในรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องขาดจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้ได้สมาชิกวุฒิสภาได้ตรวจสอบสภาผู้แทนราษฎรจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดห้ามผู้สมัครที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งมิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึง ผู้ที่เป็นวงศาคณาญาติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย

ยกตัวอย่างครับ นาย ก. เป็นส.ส. สังกัดพรรค เอ หากหมดสมาชิกภาพจาก ส.ส.ไม่เกิน 1 ปีและ หมดสมาชิกภาพจากพรรค เอ กรณีนี้สมัคร ส.ว. ไม่ได้ อันนี้เห็นชัด ๆ

แต่ถ้า...

1. ถ้านาย ก. ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่สังกัดพรรค เอ กรณีนี้สมัครเป็นสมาชิก ส.ว. ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนห้าม ดังนั้น หากนาย ก.เข้าไปเป็น ส.ว.นาย ก. ก็จะทำการตรวจสอบสภาผู้แทนราษฎรซึ่งอาจเป็นสมาชิกพรรค เอ เหมือนกัน

2. นาย ก. มี ภรรยา นาง ข. นาง ข.ก็สามารถสมัครเป็นสมาชิก ส.ว. ได้ทันที เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้เช่นกันและหาก นาง ข.อยู่ในฐานะอื่น เช่น พี่น้อง ญาติ ของ นาย ก. ก็สามารถสมัครเป็น ส.ว. ได้เหมือนกัน

ตรงนี้จะเห็นว่า การได้มาซึ่ง ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญนั้นยังไม่สามารถหาบุคคลที่มีความเป็นกลางได้จริง ๆ และจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เพียงแต่ว่า จะแก้ "ตอนไหน" และ "อย่างไร" เท่านั้น

ผมก็ยอมรับนะครับว่า หลักเกณฑ์การให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ที่มีความเป็นกลางนั้น มันยากเหลือหลาย เพราะ connection กับพรรคการเมืองมันมีเต็มไปหมด

ยังไม่รวมกรณีที่เป็น ส.ว. เข้าไปแล้วเพิ่งมามีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองภายหลัง !!!

ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งก็คือ การตัดสินใจเลือกส.ว. ครั้งที่ผ่านมา ประชาชนไม่รู้จักว่า ส.ว. คือใคร และทำหน้าที่อย่างไร ทำให้การตัดสินใจเลือก ส.ว. อาจเป็นการกระทำโดยปราศจากความรู้และข้อมูล ซึ่งนับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

แต่ผมก็ดีใจว่า มีหลายเวบไซต์ที่พยายามสืบค้นเบื้องหลังผู้สมัครว่ามีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองในลักษณะอย่างไรบ้าง อย่างน้อยก็เป็นความพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่มีความสุจริตและเที่ยงธรรม

และหวังว่าจะเป็นก้าวต่อไปในการปฏิรูปทางการเมือง...

ลุ้นกันใจจดใจจ่อเลยนะครับสำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน และการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมา ซึ่งผลก็ออกมาแล้วว่า การเลือกตั้งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นเรื่องความเห็น กกต. เกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง การหันคูหาเลือกตั้งผิดตำแหน่ง การจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง และการประกาศรับรองผลโดยปราศจากมติเอกฉันท์ ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังได้สั่งให้ออกพระราชกฤษฎีกาแก้ไขภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ด้วย

ศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ แต่ผมคงไม่อธิบายนะครับว่ามีมาตราใดบ้าง อ่านไปปวดหัวเปล่า ๆ อีกทั้งยังไม่ใช่ประเด็นในเอนทรี่นี้ด้วย เอาเป็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยไปด้วย "ความรู้สึก" ก็แล้วกัน

ใครจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ว่ากันไปครับ แต่ในเมื่อการเลือกตั้งถูกเพิกถอนไปแล้ว ก็เกิดประเด็นเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง ให้คิดกันเล่น ๆ ว่า

1. ผู้ที่ฉีกบัตรเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ยังจะต้องรับโทษหรือไม่ เนื่องจากการเลือกตั้งนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ (โทษนี่มีทั้งตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอาญานะครับ)

2. ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ซื้อเสียงในรอบก่อน ยังถือว่ามีความผิดอยู่หรือไม่ ?

3. ผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และจะต้องเสียสิทธิต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ จะกลับมามีสิทธิหรือไม่ ?

ทั้งสามข้อนี้เป็นปัญหาจิ๋ว ๆ ครับโดยเฉพาะข้อสุดท้าย เพราะหากกำหนดวันเลือกตั้งครั้งถัดไปได้ ผู้ที่ไม่ได้ไปเลือกตั้งครั้งก่อนก็สามารถมาเลือกตั้งและกลับมามีสิทธิต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม

ปัญหาที่น่าสนใจในขณะนี้คือ ศาลสมควรมีบทบาทในการเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหนต่างหาก ซึ่งผมขอดูสถานการณ์ไปอีกซักพักก่อน แล้วจะแว้บมาอัพใหม่ครับ