ขอคัดบางส่วนจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้พิพากษาประจำศาล ในวันที่ 25 เมษายนก่อน
สำหรับพระบรมราโชวาทแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีใจความดังนี้ครับ
"ในเวลานี้เราให้พูดเรื่องการเลือกตั้ง ศาลเองก็มีสิทธิที่จะพูดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเลือกตั้งของผู้ที่ได้คะแนนไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เขาเลือกตั้งคนเดียว ซึ่งมีความสำคัญ คือว่าถ้าไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ในที่สุดการเลือกตั้งไม่ครบจำนวน ไม่ทราบว่ากับพวกท่านหรือเปล่า แต่ความจริงน่าจะเกี่ยวข้องเหมือนกัน เพราะว่าถ้าไม่มีจำนวนผู้ที่ได้รับเลือกตั้งพอ ก็กลายเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ดำเนินการไม่ได้ แล้วถ้าดำเนินการไม่ได้ ที่ท่านได้ปฏิญาณไว้เมื่อกี้นี้ก็เป็นหมัน ที่บอกว่าจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้การปกครองแบบประชาธิปไตยต้องดำเนินการไปได้ ท่านก็เลยทำงานไม่ได้ ถ้าท่านทำงานไม่ได้ ท่านก็อาจจะต้องลาออกไม่มีทางแก้ ต้องหาทางแก้ไขให้ได้... เมื่อไม่เป็นประชาธิปไตย ท่านก็ควรคิดว่า ต้องดูว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับเรื่องเกี่ยวกับการปกครองให้ดี ขอฝากอย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้ ท่านลาออก ท่านเอง ไม่ใช่รัฐบาลลาออก ท่านเองต้องลาออก ทำไม่ได้ รับหน้าที่ไม่ได้ เมื่อสักครู่ที่ปฏิญาณไปดูดี ๆ จะเป็นการไม่ได้ทำตามที่ปฏิญาณ..."
สรุปใจความก็คือศาลปกครองควรหาทางออกเพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยสามารถเดินหน้าต่อไปได้...
สำหรับพระบรมราโชวาทแก่ผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม มีใจความดังนี้ครับ
"เวลานี้มีการเลือกตั้งเพื่อให้มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าไม่มีสภาที่ครบถ้วนก็ไม่ใช่การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ขอให้ท่านไปปรึกษากับผู้อยู่ฝ่ายปกครองประเทศ ตอนนี้มีศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอาญา เมื่อมีก็ต้องดำเนินการไป ขอให้ปรึกษากับศาลอื่น ๆ ด้วย จะทำให้บ้านเมืองปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้...
...ท่านที่ที่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา มีสมองที่แจ่มใส สามารถที่จะคิดวิธีที่จะปฏิบัติ คือปกครองต้องมีสภาที่ครบถ้วน ถ้าไม่ครบถ้วนก็ทำงานไม่ได้...
...เวลานี้เป็นเวลาที่วิกฤตที่สุดในโลก ท่านก็มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติ ปรึกษากับผู้มีความรู้ เขาเรียกว่า กู้ชาติเวลานี้เอะอะอะไรก็กู้ชาติ กู้อะไร เดี๋ยวนี้ชาติไม่ได้จม ฉะนั้นป้องกันไม่ให้จม แล้วจะได้ไม่ต้องกู้ชาติ เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาดูดี ๆ ว่าจะทำอะไรถ้าทำได้ปรึกษาหารือกัน
จริง ๆ แล้วประชาชนทั้งประเทศและประชาชนทั่วโลกจะอนุโมทนา และจะเห็นว่าผู้พิพากษาศาลฎีกายังมีน้ำยา เป็นคนมีความรู้ตั้งใจที่จะกู้ชาติจริง ๆ ถ้าถึงเวลา
ก็ขอขอบใจที่ทุกท่านตั้งใจจะทำหน้าที่ที่ดี บ้านเมืองก็รอดพ้น ไม่ต้องกู้ขอบใจที่ท่านพยายามปฏิบัติด้วยดีและประชาชนจะขออนุโมทนา ขอบใจแทนประชาชนทุกคนทั้งประเทศที่มีผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เข้มแข็ง ขอบใจที่ท่านสามารถปฏิบัติงานได้ดี มีพลานามัยแข็งแรง ต่อสู้เพื่อความดี ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในประเทศ ขอบใจ"
จากกระแสพระราชดำรัสข้างต้น เป็นที่ชัดเจนว่าในเวลานี้ ศาลควรเข้ามามีบทบาททางการเมือง เนื่องจากทรงเห็นว่า ผู้พิพากษาเป็นผู้มีความรู้ และคุณธรรม
ภายหลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่2 เมษายน เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ รวมไปถึงที่ประชุมทั้งสามศาลยังแถลงการณ์ให้ กกต.ลาออก
สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ศาลควรมีบทบาททางการเมืองมากน้อยแค่ไหน เพียงใด?
ขอเริ่มจากหลักการใช้อำนาจก่อนนะครับ โดยปกติแล้ว อำนาจตุลาการ จะไม่เข้ามาแทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร โดยจะมีอำนาจวินิจฉัยเพียงว่ากฎหมายใดขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดเท่านั้น(ซึ่งแนวความคิดนี้เป็นที่มาในการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน)แต่จะมาข้องเกี่ยวกับกระบวนการนิติบัญญัติไม่ได้ เพราะกระบวนการนิติบัญญัติในสภาเป็นขั้นตอนการออกกฎหมาย ส่วนตุลาการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ออกโดยไม่มีสิทธิโต้แย้ง หากเปิดโอกาสให้เข้ามาข้องเกี่ยวกันจะส่งผลให้ตุลาการแทรกแซงการการออกกฎหมายในสภาได้
หรือพูดสั้น ๆ ก็คือ ตุลาการจะได้ใช้กฎหมายตามที่ตนอยากใช้น่ะแหละครับ
เพียงแต่หลักดังกล่าวข้างต้นอาจใช้ได้ลำบากในตอนนี้ครับ เพราะบ้านเมืองกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ขาดการบริหารอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร อีกทั้งการใช้รัฐธรรมนูญในปัจจุบันก็ล้วนแต่มีปัญหา ตั้งแต่จำนวน สส.ที่มีไม่ครบห้าร้อยคน การเปิดประชุมสภาเกินเวลาที่กำหนด กรณีสรรหา กกต. หากกกต. ลาออก และปัญหาจิปาถะอีกร้อยแปด
โดยเฉพาะปัญหา กกต.
จริง ๆ ปัญหาของ กกต. ในขณะนี้คือ การขาดความเชื่อถือในระบบการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์ยุติธรรม
พอ กกต. มีปัญหา ระบบการเลือกตั้งทั้งหมดก็หยุดชะงัก รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บอกวิธีแก้ปัญหากรณีนี้ว่าจะตรวจสอบอย่างไร และทำอย่างไรให้การเลือกตั้งดำเนินต่อไปได้
เพราะรัฐธรรมนูญมั่นใจเหลือเกินว่า หากได้ กกต. ตามระบบที่รัฐธรรมนูญวางเอาไว้ จะได้ กกต. ที่มีคุณภาพและคุณธรรม !!!
แล้วจะหันหน้าไปหาใครล่ะทีนี้ ???
การตอบโจทย์ตรงนี้จึงต้องเริ่มควานหาผู้ที่ประชาชนให้ความไว้วางใจมากที่สุดในขณะนี้ ซึ่งก็คือศาล ซึ่งตรงนี้ก็แปลกดีนะครับ เพราะการได้มาซึ่งตุลาการก็มาจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาธรรมดา ๆนี่เองขอแค่สอบผ่านก็สามารถเป็นผู้พิพากษาได้แล้ว
ไม่ต้องผ่านระบบการคัดเลือกตามรัฐธรรมนูญที่วุ่นวายเพื่อให้ได้ผู้ที่มีความเป็นกลางที่สุดอย่าง กกต. รวมทั้งองค์กรอิสระอื่น ๆ
ทีนี้พอได้ศาลมาเรียบร้อยแล้ว ก็เกิดคำถามถัดไปว่า ศาลจะจัดการเลือกตั้งยังไง จะทำงานร่วมกับ กกต. หรือ ถ้า กกต.ลาออกแล้วจะทำการคัดเลือก กกต.ใหม่เอง
ปรากฏว่า ศาลเลือกที่จะให้ กกต. ลาออกแล้วเลือก กกต. กันใหม่ซึ่งเป็นที่ฮือฮาพอสมควร
ยิ่งภายหลัง กกต. บางส่วนยื่นใบลาออก อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุลซึ่งเป็นเลขาธิการศาลฎีกาก็แถลงย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าต้องการให้ กกต. ที่เหลือลาออกตาม
ซึ่งตรงนี้มีคนวิพากวิจารณ์กันมากนะครับว่า ศาลเล่นเกินบทไปหน่อยหรือเปล่า ศาลควรมีบทบาทเพียงให้ข้อเสนอแนะหรือความร่วมมือในการจัดการเลือกตั้งเท่านั้น และในกรณีพิพากษาหรือวินิจฉัยศาลก็มีอำนาจแต่เพียงในศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจนอกศาลชี้ว่าใครควรอยู่หรือควรลาออก
ผมมีความเห็นดังนี้ครับ
1. ปัญหาที่ว่าศาลเล่นเกินบทหรือไม่นั้น ขอให้พิจารณาอำนาจของตุลาการก่อนนะครับว่ามีอำนาจแค่ไหน ซึ่งอย่างที่ผมบอกว่า มีเพียงศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยไม่มีอำนาจที่จะไปริเริ่มกำหนดวิธีการเลือกตั้งเอง (ถ้างงย้อนขึ้นไปอ่านข้างบนใหม่นะครับ ผมบอกเหตุผลไว้แล้วว่าเหตุใดตุลาการจึงไม่มีอำนาจแทรกแซงนิติบัญญัติและบริหาร)สำหรับศาลยุติธรรมที่เหลือหมดสิทธิ์ ดังนั้น การที่ศาลยุติธรรมประชุมและแถลงให้ กกต. ลาออกเป็นการเล่นเกินบทแต่แรกแล้วครับ
เพียงแต่เป็นการเล่นเกินบทที่อยู่ในวิสัยรับได้ เนื่องจากบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต คือขาดสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องบริหารบ้านเมือง และกระบวนการเลือกตั้ง กกต. ขณะนี้ก็มีปัญหา ศาลเป็นองค์กรที่ประชาชนไว้วางใจมากที่สุดจึงควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง และยังปรากฏตามพระบรมราโชวาทจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประชาชนให้ความเคารพเทิดทูนอีกต่างหาก จึงเป็นหนทางที่จะทำให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น เมื่อเป็นการเล่นนอกบท ก็ไม่ต้องพูดถึงบทบาทศาลตามรัฐธรรมนูญแล้วครับ ที่เรามองศาล ณ ขณะนี้ไม่ใช่ศาลตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นองค์กรที่ประชาชนให้ความไว้วางใจต่างหาก
2. ประเด็นถัดมาคือ การที่ศาลแถลงให้ กกต. ลาออก เป็นการสมควรหรือไม่ ในเรื่องนี้ผมมองว่ามีความสมควรอยู่ เพราะการอยู่ต่อของ กกต.ย่อมไม่เกิดประโยชน์ทางการเมืองต่อไป ไม่ว่า กกต.จะทำงานดี บริสุทธิ์ ยุติธรรม หรือไม่ก็ตาม การปฏิบัติงานของ กกต. ย่อมถูกสงสัยอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นการยืดเวลาการได้สภาออกไปอีก การลาออกของ กกต. ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่า กกต.ไม่ดี (เพราะ กกต.ทุจริตคอรัปชันหรือไม่ต้องไปว่ากันในศาล) แต่เป็นการลาออกเพื่อให้การเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อได้ต่างหาก และไม่มีใครที่จะพูดเรื่องนี้ได้ดีกว่าศาลแล้วล่ะครับ
เพียงแต่ว่า ศาลต้องมั่นใจด้วยว่า หาก กกต. ลาออกหมดทั้งชุด จะสามารถคัดเลือก กกต.ชุดใหม่ ซึ่งไร้ข้อครหา และสามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริสุทธิ์ยุติธรรมจริง ๆ มิเช่นนั้นก็ศาลจะไม่เป็นที่ไว้วางใจอีกต่อไป และอาจถูกมองรวมไปถึงการพิจารณาพิพากษาในศาลด้วย !!!
นับว่าเสี่ยงพอดูเลยนะครับ และจริง ๆ ผมก็ยังนึกภาพไม่ออกว่าตุลาการจะหาวิธีใดในการสรรหา กกต. ชุดใหม่ที่ไร้ซึ่งปัญหา และจะจัดการเลือกตั้งใหม่อย่างไร ศาลจะใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 145 เข้ามามีเอี่ยวในการเลือกตั้งด้วยหรือไม่
ตอนนี้ก็ได้แต่รอว่า กกต.ที่เหลือจะเอาอย่างไรต่อไป เพราะนอกจากศาลแล้ว มีหลายฝ่ายออกมากดดันกันเต็มไปหมด
ไว้ค่อยถึงตอนนั้น ค่อยว่ากันใหม่ครับ